NEWS & MEDIA

ARTICLES

December 2015 | bangkokbiznews

Business Symphony:
บันได 3 ขั้น เฟรเกรนท์ “STRONG”

กีฬามีแต่ให้ “คุณ” ไม่เคยให้ “โทษ” กับใคร สำหรับ เจมส์ ดูอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ก็เช่นกัน กอล์ฟ ดำน้ำ เดินภูเขา ปั่นจักรยานและอีกหลายอย่างที่เล่นล้วนนำมาซึ่งความท้าทายและสร้าง passion ใหม่ๆ ให้กับชีวิตครอบครัวและนักบริหาร

“หากไม่ได้ทำกิจกรรม Outdoor หรือทำงาน ประชุม ผมจะคิดอะไรฟุ้งซ่าน แต่หากทำในสิ่งเหล่านี้ ผมจะสงบ มีสมาธิ และคิดอะไรดีๆได้” กิจกรรมทุกชนิดมีความแตกต่าง “เวลาเดินภูเขาจะเป็นอีกอารมณ์ ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่อยู่ใกล้ธรรมชาติ มีความสงบ เวลาเล่นกอล์ฟ ต้องมีสมาธิเพราะอารมณ์หลุม 1-18 คนที่ทำได้ดีที่สุดต้องอารมณ์เดียวกันทุกหลุม แต่ทุกช็อตจะต้องไม่เหมือนกัน” 

แค่หมากรุก กับ หมากล้อม ก็แตกต่างกันแล้ว หมากรุก ต้องใช้กลยุทธ์ในการเดินและเอาชนะ แต่หมากล้อมไม่มีกลยุทธ์ สิ่งสำคัญอยู่ที่การเอาชนะตัวเอง การป้องกันตัวเอง นั่นคือ วิธีการเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง

หลักการนี้ใช้ได้ดีทั้งกับเรื่องครอบครัวและการทำงานโดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับเศรษฐกิจและการบริหารจัดการธุรกิจตลอด 11 ปีที่ผ่านมา

ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเกรนท์ สวมบทบาทนักลงทุนเน้นซื้อคอนโดเป็นหลัก พ่วงด้วยแนวคิดว่าอยากทำคอนโดให้เช่า แต่ก็ยังไม่ถึงฝัน เมื่อวันหนึ่งทุกอย่างก็ต้องสลายหายไปจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 

“เกิดวิกฤติ เศรษฐกิจไม่ดี ผมเองก็ล้มลง จนถึงปี 2542 มีอันต้องปิดบริษัทจากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนหนังสือทางด้าน Management และ Economic และในระหว่างที่เรียน MBA ก็ทำผลงานเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่บนรากฐานของความสนใจเป็นทุนเดิม” 

เพราะมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ รวมทั้งตลาดทุน นึกย้อนไปก็ยังรู้สึกฝังใจว่าเหตุใดจึงเกิดฟองสบู่ทำให้ศึกษาในเรื่องนี้อย่างอย่างจริงจังแล้วก็พบว่าการหาจุดยืนให้กับตัวเอง แล้วเดินไปพร้อมกับเทรนด์ของโลก นี่จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงมีเพียงบันได 3 ขั้นที่องค์กรนี้เลือกเดิน

ขั้น 1 เป็นยุคเริ่มต้น การสร้างธุรกิจ ช่วงนั้นไม่มีเงินมาก ไม่มีคอนเน็คชั่นอะไรมากมาย สิ่งที่ต้องใช้ก็คือความขยันและประหยัด

ขั้น 2 ช่วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งในการมองหาโปรดักท์ ไดเร็คชั่นที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่สังคมต้องการและตามเทรนด์ของโลก  

“ในช่วงนี้ ผมเจอปัญหา ผู้ถือหุ้นส่วนมากไม่เห็นด้วยกับไดเร็คชั่นที่จะไปในแนวทางของ Eco luxury เพราะผมมองว่าถ้าทำ Hi-end ก็สู้กับแบรนด์ดังๆไม่ได้ แต่หากทำ Medium to Low ก็สู้แบรนด์ดังๆไม่ได้อยู่ดี แล้วผมมีทางออกตรงไหน”

ช่วงที่นำเสนอไอเดียกับผู้ถือหุ้นแต่ไม่ได้รับการตอบรับจากเสียงส่วนใหญ่ทำให้ต้องลาออกไปพร้อมกับขายหุ้น เพราะไม่รู้ว่าการสร้างโปรดักท์เดิมๆ มันมีความหมายอะไร แต่สถานการณ์เปลี่ยน เมื่อผู้ถือหุ้นไม่ซื้อหุ้นคืน แถมยื่นข้อเสนอให้ซื้อหุ้นอีก 30% จากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

นั้นก็ทำให้ไดเรคชั่นการทำงานของเฟรเกรนท์ในช่วงปี 2551 – 2557 สร้างโปรดักท์ออกมาในแนวทางของ Green Product  ทั้งหมด

“Eco Innovation Living” โครงการนวัตกรรมต้นแบบที่เริ่มต้นกับโครงการ Circle Living Phototype หรือ Circle 2 เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวสูงที่เน้นระบบการก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานกว่า 30% เมื่อเทียบกับอาคารขนาดเดียวกันโดยเป็นอาคารแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงพลังงาน

การอยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานยังมีในระบบที่จอดรถอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาการหาที่จอดรถ ระบบเครื่องกรองน้ำมาตรฐานสากลให้ลูกบ้านสามารถดื่มน้ำในห้องได้ จึงสามารถลดการซื้อน้ำจนถึงลดการใช้ขวดพลาสติค การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้หลอดไฟ LED การเลือกใช้กระจกสองชั้น (Double Glazed Façade) เพื่อช่วยกรองและลดความร้อนในอาคาร

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบเครื่องปรับอากาศที่ใช้นวัตกรรมใหม่น้ำยาหล่อเย็น R32 ที่ช่วยเกิดความเย็นเร็วขึ้นแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในขณะเดียวกันก็นำความร้อนจากเครื่องปรับอากาศแปรเป็นพลังงานความร้อนของเครื่องทำน้ำอุ่นสำหรับการอาบ

การรีไซเคิลน้ำใช้แล้วมาใช้สำหรับพื้นที่สีเขียวของโครงการ การเลือกใช้ Movable Partition Wall ผนังกั้นแบ่งสัดส่วนห้องให้เกิดการจัดพื้นที่ใช้สอยได้อิสระขึ้น เป็นการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศ รวมถึงสระว่ายน้ำที่เสียงเพลงและระบบฆ่าเชื่อโรคด้วยรังสี UV

“Eco Innovation Living” จะเป็นแนวทางขององค์กรนี้ที่นอกจากเรื่องของการพัฒนาโครงการแล้ว ยังรวมถึง In process ของการทำงานหลังบ้านด้วย อาทิ โบรชัวร์สินค้าจะเป็นกระดาษกรีน เป็นต้น

ก้าวเดินในขั้นที่ 2 ผู้บริหารเฟรเกรนท์บอกทุกอย่างเริ่มเสถียรและชัดเจนในเส้นทางที่เดินไปเพราะโลกกำลังต้องการสิ่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของการอนุรักษ์พลังงาน

ความท้าทายจึงอยู่บันไดขั้นที่ 3 

ขั้นที่ 3 สิ่งที่ต้องคิดต่อก็คือจากนี้เราจะแข็งแกร่งอย่างไร ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับเงินทุนเพียงอย่างเดียว เพราะเข้าใจดีว่าแบรนด์ที่จะดังได้ต้องมี 3 องค์ประกอบหลักได้แก่ 

1. ต้องพร้อมและชัดเจนในเรื่องของโปรดักท์ การดีไซน์ เทคโนโลยี

2. การก่อสร้างต้องพร้อม อย่าให้ลูกค้าต้องเสียใจภายหลัง สินค้าดีแต่ก่อสร้างช้าก็คงไม่ได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าวันนี้ยังคงมีปัญหานี้อยู่และต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

3. การให้บริการ ทั้งหลังการขาย ระหว่างการขาย รวมถึงการแก้ปัญหาหลังส่งมอบห้อง เป็นอีกพาร์ตใหญ่ๆ ที่ต้องดูแลลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด

“หากทำทุกอย่างได้อย่างสบูรณ์แล้วรวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมในเชิงโปรดักท์ ผมว่าเราจะ Strong ยิ่งขึ้นและสเต็ปต่อไปก็คือ ต้องมีเงินทุนมากขึ้นและการมองหา Global Partners เข้ามา นั่นคือสเต็ปที่เรากำลังจะก้าวกระโดดไปจุดนั้น คงต้องให้เวลาพิสูจน์ ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน”